Browsing articles tagged with " เรียน AIT"
Aug 12, 2010

What I must Study at AIT (ผมต้องเรียนอะไรบ้างใน AIT)

AIT Student Handbook August 2010

AIT Student Handbook for August 2010

ตอนนี้ก็ผ่านพ้นวันปฐมนิเทศของ Asian Institute of Technology, AIT (11/08/2010) ไปเรียบร้อยแล้วและแอบเห็นเพื่อนๆกรอกใบลงทะเบียนในช่องของเกียรตินิยม 1,2 กันเป็นแถวๆ (Oh my god!!! แล้วผมละ ใส่เหมือนกัน ใส่ – ) ในช่วงค่ำมีการเลี้ยงต้อนรับจาก Student Union เพื่อให้ New Student ได้ทำความรู้จักกัน โดยการห้อยป้ายชื่อคนละใบ ให้นั่งโต๊ะรับประทานอาหารแบบสุ่ม ผมก็ได้นั่งร่วมกับคนหลากหลายชาติ เช่น ลุง Chen Liang (จีน,มองโกเลีย), Manuel (เยอรมัน), Carla (อิตาลี), Bilbha (เนปาล), Angel Huang (จีน) และ Critini (อินเดีย) ผมก็ได้แนะนำสลิ่มและทับทิมกรอบให้เพื่อนร่วมโต๊ะได้ลิ้มลองกัน หลายคนก็ลองรับประทานก็ยกนิ้วให้ตามๆกัน (ทั้งๆที่รสชาติไม่ค่อยดีเท่าไหร่) นี่ก็เป็นเรื่องทั่วๆไปของวันแรกที่มาถึง

ต่อมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิชาการบ้าง สาขาที่ผมจะมาเรียนก็ คือ Industrial and Manufacturing Engineering (IME) หรือชื่อไทยอาจจะเป็น วิศวกรรมการผลิตและอุตสาหการ (ในฐานะที่จบวิศวกรรมการผลิตมาขอเอาวิศวกรรมการผลิตอยู่หน้าละกัน ^^) สาขานี้จะแบ่งเป็น 4 สาขาเฉพาะทาง คือ

Industrial Engineering & Management (IE&M) prepares students for management and decision support positions in manufacturing  and service industry as well as public sector, by equipping them with a broad range of decision making skills for a variety of applications.

Supply Chain and Logistics Management (SCLM) emphasizes the operational and managerial aspects of supply chain systems, including inventory planning and control, warehouse management, material handling system, location analysis, and transportation management.

Rapid Product Development (RPD) focuses on important activities of design, manufacturing, and integration that lead to rapid realization of innovative products to differentiate from those offered by the competitors.

Automotive Manufacturing Engineering (AME) focuses on knowledge, and technology required by automotive component industry in the region.

สาขาที่ผมจะเรียนก็จะเป็น RPD เพื่อให้ตรงกับวิศวกรรมการผลิตที่จบมาในปริญญาตรีครับ สำหรับรายวิชา (Course works) ที่จะต้องเรียนแน่ๆ นั้น มีด้วยกัน 7 วิชา คือ

Core courses:
Production& Operations Management
Statistical Models and Design of Experiments
Product Design and Development

Additional required courses for RPD:
Modeling & Simulation of Discrete Event Systems
Rapid Prototyping & Manufacturing
CAE/ CAM for Product Development
Advanced Material Science for Design & Manufacturing

เมื่อดูจากรายวิชาแล้วก็สมชื่อของหลักสูตรหละครับ ผสมกันระหว่างวิศวกรรมการผลิตและวิศวกรรมอุตสาหการอย่างแท้จริง ท่านใดที่สนใจก็ลองเข้าไปหารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของสาขาวิชาได้เลยครับ http://ime.ait.ac.th/ เมื่อเปิดเรียนในวันที่ 16/08/2010 ผมคงมีข้อมูลเพิ่มเติมมาเล่าสู่กันฟังอีกครับ

*ผ่านมาอ่านก็ Comment เป็นกำลังใจในการเขียนกันได้ครับ

Share
Jun 6, 2010

เส้นทางสู่ Asian Institute of Technology (AIT)

บทความนี้เราจะเว้นว่างจากวิชาการกันครับ มาเล่าประสบการณ์ของผมในความพยายามที่จะบินให้สูงขึ้นไปอีกฝั่งฟ้าหนึ่ง ซึ่งกำลังจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต นั่นคือ การเข้าศึกษาในสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ Asian Institute of Technology (AIT) ผมหวังจะแชร์ประสบการณ์ำสำหรับผู้ที่สนใจหรือผู้ที่อยากจะก้าวย่างผ่านความกลัวไปพบอีกสิ่งหนึ่งครับ…

แรกเริ่มเดิมที
ช่วงแรกของการเป็นนักศึกษาวิศวกรรมการผลิต ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์นั้น ความหวังของผม คือ การเป็นวิศวกรที่ทำงานแบบนั่งแอร์แต่ได้เงินเป็นแสนๆ (ว้าวๆๆ หรูหรา) ในช่วงปีที่ 1 เทอม 2 ผมก็ได้ศึกษาวิชา กลศาสตร์วิศวกรรม เป็นวิชาอะไรที่มันจะอะไรมากมายเนี่ย (อิอิ แอบบ่น) แต่ก็ครึ่งเทอมแรก ผมทำคะแนนออกมาได้เกินครึ่ง แหม ช่างวิเศษ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนองครับ ครึ่งเทอมหลังคะแนนลดงวบจนเกือบเอาตัวไม่รอด (เป็นอีกคติเตือนใจครับ อย่าอวดดีกับข้อสอบ) แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมจะนำเสนอครับ สิ่งที่ผมจะบ่งบอก ก็คือ อาจารย์ผู้สอนครับ ท่านเป็นคนที่สอนได้มันสะใจครับ ผู้อย่างฉะฉาน และมีเอกลักษณ์การสอนเฉพาะตัว ที่เรียนแล้วเข้าใจดีครับ ทำให้ผมเริ่มสนใจพื้นหลังของท่าน ผมก็ได้เจอว่า ท่านจบจากสถาบันแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า Asian Institute of Technology (AIT) เป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมได้รู้จักกับคำเหล่านี้…

หันเหเป้าหมาย
ผมยังคงลังเลใจกับอนาคตของผมในก้าวไปสู่วิศวกรผู้องอาจ ด้วยเงินในมือมหาศาล แต่ด้วยเป้าหมายที่มีความแน่นอน คือ ต้องเรียนให้จบปริญญาโท ผมก็ได้เริ่มค้นหาหลักสูตรทางวิศวกรรมการผลิตในประเทศไทย ก็เจอหลักสูตรที่ถูกใจ 2 หลักสูตร คือ 1. วิศวกรรมระบบการผลิต ของ KMUTT และ 2. Design and Manufacturing Engineering ของ AIT ครับ สองหลักสูตรดังกล่าว อยู่ในหัวผมตลอดเวลา แต่วันหนึ่งในช่วงสุดท้ายของการฝึกงาน ณ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (โรงงานบ้านโพธิ์) ผมก็ได้มั่นใจในการหันเหเป้าหมายของชีวิต เมื่อพี่เลี้ยงของผม ให้ข้อคิดกับผมว่า “ความรู้ของผมมีมากมายและหลากหลาย ถ้าหากจะจบออกมาแล้วทำงานโรงงานที่มีปัจจัยในการทำงานที่มากมาย ความรู้ที่มีก็จะได้ใช้ไม่เต็มที่” นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมคิด และประสบการณ์การฝึกงานก็อาจจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมมีความคิดที่จะเปลี่ยนเป้าหมายในชีวิต เพราะขณะที่ผมฝึกงาน ทำให้ผมรู้อะไรหลายๆอย่าง เช่น วิศวกรโรงงานมีหน้าที่ คือ ตื่นเช้าไปทำงานและกลับมาหลับปุ๋ย เพื่อจะตื่นเช้าไปทำงานอีก มันเหมือนกับเป็นการกั้นตัวเองไม่ให้คิดอย่างอื่น นอกจากงาน งาน งาน

เป้าหมายใหม่
เมื่อมีความคิดที่จะหาเป้าหมายใหม่ ผมก็เริ่มสรรหาเป้าหมายใหม่ๆ เช่น เจ้าของโรงพิมพ์ งานกราฟิกดีไซน์ ทำงานบนอินเตอร์เน็ต เป็นต้น แต่ละสิ่งที่ยกตัวอย่างมา เป็นสิ่งที่ผมมีความรู้พื้นฐานพอสมควรทั้งนั้น แต่มันก็สะท้อนว่า ผมเรียนวิศวะเพื่ออะไร? ทันใดนั้นพุทธศาสนาก็ดลใจ ผมคิดว่า “คนเราเกิดมาอยู่บนโลก มีอายุประมาณ 90 ปี นี่เป็นวัฏจักร แต่ที่ผมคิด ผมจะทำอย่างไรให้ผมอยู่บนโลกได้ตลอดไป” ถ้าเป็นคุณ จะทำอย่างไรครับ? คำตอบของผมคือ “สิ่งที่จะทำให้ผมอยู่บนโลกนี้ได้ตลอดไป คือ ผลงานวิชาการ สิ่งพิมพ์ทุกแผ่น ทุกบทความ ที่เป็นผลงานของผม จะต้องจารึกชื่อผมไป แน่นอนว่า ผลงานนี้จะคงอยู่ต่อไป แม้ตัวตนของผมจะหายไป” ผู้ที่จะสามารถสร้างผลงานวิชาการได้ก็คือ นักวิจัยและอาจารย์มหาวิยาลัย นั่นคือ เป้าหมายใหม่

เส้นทางแห่งความกลัว
เมื่อผมได้เป้าหมายใหม่ ก็มีคำถามต่อว่า แล้วจะทำอย่างไรให้ได้เป็นอาจารย์? คำตอบที่ได้คือ จบปริญญาเอกอย่างเดียวครับ (ต้องเมืองนอกด้วย) โอ้ว! พระเจ้า หรือ Oh! My god ทำอย่างไรละครับ ผมไม่ได้เก่งอย่างอัจฉริยะของโลกหลายๆคน ปัญหานี้ทำให้ผมมืดแปดด้าน PhD เนี่ยน่ะ ที่เราต้องไปให้ถึง แต่เมื่อเป้าหมายชัดเจน คนเราก็ต้องชัดเจนครับ ผมเริ่มวางแผนครับ โดยมีเส้นออกมา 3 เส้นทาง คือ
1. ป.ตรี (ไทย) ป.โท (ไทย) ป.เอก (เมืองนอก)
2. ป.ตรี (ไทย) ป.โท (หลักสูตรอินเตอร์) ป.เอก (เมืองนอก)
3. ป.ตรี (ไทย) ป.โท (เมืองนอก) ป.เอก (เมืองนอก)
เป็นคุณจะเลือกเส้นทางไหนครับ ส่วนที่ผมเลือก ผมจะวิเคราะห์ให้ฟังครับ
เส้นทางที่ 1 หากผมเลือกเรียน ป.โท หลักสูตรไทย แน่นอนว่ามันเกิดจากความกลัวภาษาอังกฤษ และือื่นๆ อีกมากมาย แต่เมื่อผมมองไปถึงอนาคตในการศึกษาต่อ ป.เอก เมืองนอก มันจะเป็นการเพิ่มงานให้ผมนอกจากจะเป็นการทำงานวิจัยอย่างเดียว ผมจะต้องปรับตัวอะไรเยอะแยะ รวมทั้งภาษาอังกฤษที่มันเป็นยาขม
เส้นทางที่ 2 หากผมเลือกเรียน ป.โท หลักสูตรอินเตอร์ซึ่งอยู่ในไทย ผมต้องปรับเปลี่ยนตัวเองในเวลาที่รวดเร็วเช่นกัน แต่มันจะทำให้เราสบายใจได้ว่า ผมยืนอยู่บนแผ่นดินที่ผมเกิด (อย่างน้อยก็มีคนไทย พูดกับผมเข้าใจ อิอิ) เมื่อมองผ่านไปถึง ป.เอก แน่นอนว่า ผมไม่ต้องปรับตัวอะไรมากมายกับภาษาและลักษณะการสอนการเรียนที่เมืองนอก
เส้นทางที่ 3 หากผมเลือกเรียน ป.โท เมืองนอก มันจะเป็นขวานผ่าซากสำหรับผมเกินไป ภาษาอังกฤษที่เป็นยาขม มันจะโคตรขมเข้าไปอีก การปรับตัวอีกมากมายมโหฬาร อีกทั้งทุนที่เราต้องหา มันต้องใช้เวลานานแน่ๆ
ซึ่งแน่นอนว่า ผมเลือกเส้นทางที่ 2 เป็นเส้นทางที่กล้าๆกลัวๆ สำหรับการก้าวเดินของผม…

โอกาส
ผมได้รู้จักกับคำว่า “โอกาส” ด้วยตัวเอง และสามารถบัญญัติคำว่าโอกาสออกมาในอีกความหมายที่เหมือนกัน หรือ Synonym คำที่ผมจะให้ความหมายเพื่อแสดงถึงโอกาส ก็คือ “ความกล้า” ด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนขี้อาย ความกล้าย่อมมีเพียงน้อยนิด แตุ่ผมก็ตั้งกลั้นหายใจเพื่อสร้างความกล้าออกมา “หากคุณกล้าที่จะก้าวเดิน คุณก็จะพบโอกาสที่ยิ่งใหญ่” สำนวนนี้เอาไปใช้ได้ครับ ผมไม่ Copyright อิอิ

สอบสัมภาษณ์ AIT
หลังจากที่ผมกรอกใบสมัครของ AIT ด้วยภาษางูๆปลาๆ ของผม และกลั้นหายใจคลิ๊กเม้าส์เพื่อส่งมันไปในเดือนมกราคม 2010 สำหรับการสมัครเข้าเรียนเดือนสิงหาคม 2010 พูดง่ายๆ คือ ผมส่งใบสมัครตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น แต่แล้วต้นเดือนมีนาคมก็มีเสียงโทรศัพท์เพื่อนัดผมสอบสัมภาษณ์ แต่เนื่องจากผมอยู่นครศรีธรรมราช อีกทั้งผมมีแผนการเดินทางเพื่อจะไปสอบ CU-TEP พอดี ทำให้ผมบอกขอเลื่อนสัมภาษณ์ไป แต่แน่นอนว่าใจผมเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ผมต้องเตรียมทำเอกสารสอบสัมภาษณ์ ต้องฝึกพูด มันทำให้ผมโยน CU-TEP ทิ้งไป สัปดาห์ผ่านไป มีเสียงโทรศัพท์โทรนัดสอบสัมภาษณ์ใหม่ โอ้ว พระเจ้า “พี่ครับ ผมขอเลื่อนอีกครั้งนึงน่ะครับ พอดีผมติดการชุมนุม ไม่สามารถขึ้นไป กทม. ได้” เหตุการณ์นี้ ทำให้ผมใจหาย (ถ้าเค้ารำคาญ เค้าคงไม่รับผมแล้วหละ) – -” นี่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเลยครับ และแล้วผมก็ได้ขึ้น กทม. ไปสอบ CU-TEP และเค้าก็นัดสอบสัมภาษณ์หลังวันสอบ CU-TEP ถ้าเป็นคุณ จะมีกะจิตกะใจอ่านหนังสือสอบ CU-TEP หรือเปล่า? ผมไปสอบ CU-TEP โดยไม่มีใจ ไปเพื่อไม่ให้เสียดายเงิน สุดท้ายคะแนนที่ได้คือ 51/120 หรือ 473 มันไม่เพียงพอสำหรับความต้องการของ AIT แน่นอนว่าผมต้องเหนื่อยต่อไป

และแล้ววันสอบสัมภาษณ์ที่ AIT ก็มาถึง ผมไปตั้งแต่ภาควิชายังไม่เปิด เมื่อถึง 09.00 น. ตามเวลานัดหมาย ผมได้ยินเสียงอาจารย์เค้าพูดกันว่า วันนี้มีผมมาสัมภาษณ์คนเดียว (อะไรมันจะขนาดนั้น) และแล้วเจ้าหน้าก็พาผมไปส่งหน้าห้องสัมภาษณ์ คำสุดท้ายที่ผมได้ยิน คือ “โชคดีน่ะค่ะ” หลังจากนั้นสมองผมก็เบลอไปเลย เมื่อเข้าไปห้องสัมภาษณ์ อาจารย์ 2 ท่าน ไทย 1 เวียดนาม 1 อาจารย์ไทยเชิญให้ผมนั่ง หลังจากนั้นอาจารย์ท่านก็เริ่มโม้กันต่อในภาษาที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ ท่านคงปล่อยให้ผมทำใจ มันเป็นนาทีชีวิตของผู้ชายหนึ่งคนที่ต้องมาสอบสัมภาษณ์ครั้งแรกเป็นภาษาอังกฤษอีกทั้งสคริปที่เตรียมไว้ผมก็ไม่ได้ท่อง เพราะผมไม่ชอบท่องไปนำเสนอ ผมชอบพูดจากจิตใจ แม้มันจะไม่ค่อยเข้าใจในบางครั้ง แต่ผมก็ทำเช่นนี้เสมอมา และแล้วท่านก็โม้กันเสร็จ หันหน้ามาหาผม จากนั้นก็เริ่มบรรเลงครับ บลาๆ ๆ ๆ มีคำที่ผมพูดบ่อยครับในขณะสัมภาษณ์ หากคุณจะนำไปใช้ก็ไม่ว่ากันน่ะครับ นั่นก็คือ “Again please” สำหรับผมแล้ว แม้ว่าผมอาจจะตอบคำถามไม่ตรง แกรมม่่าหาไม่เจอ ผมถือว่าผมทำได้ดี บรรยากาศการสัมภาษณ์ดุเดือด และลื่นไหลครับ อิอิ เมื่อเดินออกจากห้อง เห้อ… เหมือนกับผมจะใช้วิชาตัวเบาได้เลย

สอบภาษาอังกฤษ AITEIT
หลังจากที่ผิดหวังกับ CU-TEP ผมคงไม่ต้องมองไปถึง TOEFL และ IELTS ผมกลับมามองของ AIT นั่นก็คือ AIT English Interview Test (AITEIT) ซึ่งเป็นการทดสอบภาษาอังกฤษให้กับคนไทยโดยเฉพาะ โดยมีคะแนนเหมือน IELTS คือ 0-9 แต่ของ AITEIT จะให้น้ำหนักส่วนของการเขียนครับ เหตุผลที่เลือกเพราะว่าผมจะได้ทุ่มเทให้กับการเขียนโดยไม่พะวงกับทักษะอื่นๆมากนัก และค่าสอบก็ถูกครับ 800 บาทในครั้งแรก ครั้งหลัง 200 บาท และสอบได้ทุกวันครับ จันทร์-ศุกร์ ผมได้เดินทางไปสอบที่ AIT โดยมีเป้าหมายว่า ถ้าผมไม่ผ่าน ผมจะไม่กลับบ้าน (ที่นครศรีธรรมราช) เมื่อไปถึงมีป้ายบอกหน้า Counter ว่า “กรุณาใช้ภาษาอังกฤษ” ผมก็มั่วจนพี่เค้ารู้เรื่อง (พี่เค้าเป็นคนไทยครับ มันน่าอายเหมือนกันที่เราพูดอังกฤษ แบบมั่วๆให้เค้าฟัง) สุดท้ายเมื่อสอบเสร็จตอน 11.00 น. พี่เจ้าหน้าที่ก็ถอดรูป โดยพูดภาษาไทยเต็มตัวครับ ผมก็ขอให้พี่เค้าเร่งอาจารย์ให้ตรวจให้ผม เพราะผมจะได้วางแผนการเดินทางกลับใต้ เนื่องจากจดหมายตอบรับและทุนการศึกษาถูกส่งไปที่บ้านผมแล้ว เท่ากับผมเป็นนักศึกษาของ AIT ครึ่งนึงแล้วครับ แต่ถ้าสอบอังกฤษไม่ผ่าน ผมก็หมดสิทธิ์ครับ และแล้วผมก็กลับถึงบ้านญาติใน กทม. บ่าย 2 (ก่อนกลับไปเดินเที่ยวเซียร์ รังสิตครับ) ผมเปิดเมล์ ปรากฏว่า ผลสอบมันอยู่ในเมล์ผมเรียบร้อยครับ เมื่อเปิดเข้าไปมันเป็นที่หน้าลุ้นมาก คะแนนตัวเล็กมากเนี่ยงจากอยู่ในรูปแบบไฟล์ภาพ อีกทั้งใช้เน็ต 56k การรอโหลดเหมือนกับระยะเวลาที่นานแสนนาน สุดท้าย ผมผ่านการเขียน 4.5 พอดีเป๊ะๆๆ ไม่ขาด ไม่เหลือ ผมอยากจะกระโดดไปดาวพลูโต ถึงแม้จะตกในส่วนของการฟัง (ก็มันฟังไม่รู้เรื่องนี่หน่า)
ตัวอย่างข้อสอบเขียน AITEIT : http://www.ait.ac.th/education/LanguageCenter/English/sample-placement-test

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอะไร สามารถสอบถามได้ครับ ผมจะตอบเท่าที่รู้ครับ เพราะมีคนสนใจค้นหาเกี่ยวกับ AIT เยอะมากครับ

Share

Advertisment

Sponsored Links